เรื่องย่อ เพลิงรัก แรงริษยา (War of Desire) ตอนที่ 4

ไทเฮาและฮว๋าเฟยสงสัยว่าฮองเฮาอยู่เบื้องหน้าเหตุการณ์ในคราวนี้แต่ยังไม่มีหลักฐาน จึงเอาผิดถิงตงด้วยการสั่งติดคุกโทษฐานที่ปล่อยให้สุนัขกัดฮ่องเต้ เมื่อองค์หญิงเหราอันทราบข่าวจึงมาคุกเข่าขอความเมตตาที่ตำหนักไทเฮาแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อฮองเฮาบอกให้เลิกคุกเข่าเพราะไม่มีประโยชน์ องค์หญิงเหราอันจึงโวยลั่นว่าฮองเฮายืมมือน้องชายกำจัดฮว๋าเฟยจนทำให้น้องต้องมาติดคุกแต่กลับไม่คิดช่วยเหลือ ทำให้โดนฮองเฮาตบหน้าเต็มแรง เหมยซ่างกงชี้ว่าไทเฮาห้ามไม่ให้ใครมาขอร้องมิเช่นนั้นจะมีความผิดเช่นเดียวกัน จากนั้นก็เตือนว่าอันที่จริงความผิดของถิงตงมีโทษถึงตาย แต่ไทเฮาแค่สั่งติดตะรางจึงถือว่าพระองค์ทรงปราณีแล้ว ขืนทำอะไรวู่วามเรื่องอาจบานปลายเปลี่ยนเป็นโทษประหารเก้าชั่วโคตร ฮองเฮาและองค์หญิงเหราอันพยายามคิดหาหนทางช่วยเหลือถิงตง ฮองเฮาคิดว่าฮ่องเต้ทรงโปรดหญิงงามและการแสดงร่ายรำ จึงคิดที่จะส่งหญิงงามที่มีความชำนาญในด้านการร่ายรำไปอยู่ข้างกายฮ่องเต้หมายเกลี้ยกล่อมให้พระองค์ทรงอภัยโทษให้ถิงตง และคนที่ฮองเฮาคิดว่าดีที่สุดก็คือ…ไฉ่เตี๋ย

องค์หญิงเหราอันแย้งว่าไฉ่เตี๋ยใสซื่อบริสุทธิ์เกินกว่าจะแบกรับงานนี้ แต่ฮองเฮากลับมองว่าองค์หญิงเหราอันและถิงตงเลี้ยงดูลูกนอกไส้อย่างไฉ่เตี๋ยมาเป็นอย่างดี (ไฉ่เตี๋ยเป็นหลานแท้ๆ ของฮองเฮากับถิงตง แต่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่นางยังเด็ก) นี่จึงเป็นโอกาสที่ไฉ่เตี๋ยจะได้ชดเชยบุญคุณของทั้งคู่ ที่สำคัญไฉ่เตี๋ยเองก็มีสายเลือดตระกูลหนิง ต่อให้มีเรื่องผิดพลาดก็ไม่ต้องกลัวว่านางจะทรยศพวกตน

องค์หญิงเหราอันคิดแผนจัดงานวันเกิดของตน หมายให้ไฉ่เตี๋ยได้แสดงความถนัดในการร่ายรำต่อหน้าใต้เท้า “เถียนจง” ซึ่งเป็นคนที่มีหน้าที่สำคัญในการคัดเลือกหญิงงามเข้าวัง เฟิงเยี่ยนไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงขององค์หญิงเหราอันจึงช่วยติวเข้มเรื่องลีลาการร่ายรำให้กับไฉ่เตี๋ย โดยบอกว่าสิ่งที่ไฉ่เตี๋ยขาดคือเสน่ห์และอารมณ์ในการร่ายรำ เฟิงเยี่ยนแนะนำให้ไฉ่เตี๋ยจินตนาการว่าผู้ชมคือคนที่คุณรักและคุณกำลังร่ายรำให้เขาดู ไฉ่เตี๋ยนึกถึงใบหน้าของเฟยหงแล้วลองร่ายรำใหม่อีกรอบ เฟิงเยี่ยนคิดว่าไฉ่เตี๋ยกำลังจะหมุนตัวชนต้นไม้เลยรีบวิ่งเข้าไปเตือนแต่กลับสะดุดก้อนหินจนหน้าผากกระแทกต้นไม้เสียเอง

เรื่องย่อ อัจฉริยะพลิกปมปริศนา (I Remember You) ตอนที่ 8

ระหว่างนั้นเขาเดินดูรอบๆ ห้องแล้วพบว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติจึงเปรยว่าปริมาณขี้ฝุ่นมีความแตกต่างกัน จีอันได้ยินดังนั้นก็นึกว่าฮยอนแอบบุกรุกเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุอีกแห่ง ฮยอนแย้งว่าตนไม่ได้เป็นข้างบุกรุกแต่คิดว่ามีใครบางคนบุกรุกบ้านตน จีอันขอให้ฮยอนพิจารณาเรื่องที่ตนร้องขอ แต่ฮยอนบอกว่าตนกำลังยุ่งและตัดสายทิ้งทันที เขารำพึงรำพันกับตัวเองว่า…มีผู้มาเยือน จากนั้นก็เดินไปที่ชั้นวางหนังสือแล้วมองหาสมุดบันทึกของพ่อซึ่งความจริงแล้วควรต้องวางอยู่ตรงที่เดิม (เช่นเดียวกับของทุกชิ้นในบ้าน) แต่กลับหาไม่พบ สิ่งที่เขาพบโดยบังเอิญคือกล่องใส่เทปบันทึกเสียงคำให้การของลี จุนยอง

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ขณะที่ฮยอนในวัยเด็กกำลังทำความสะอาดบ้าน (โดยสวมผ้าคลุมผมและผ้ากันเปื้อนผืนเดียวกับที่ฮยอนในปัจจุบันใส่อยู่) เขาพบว่าพ่อลืมกระเป๋าเอกสารอีกตามเคยเลยพยายามโทรฯ ติดต่อแต่พ่อไม่รับสาย ในตอนนั้นจุงมินกำลังคุยกับจีซูที่สำนักงานตำรวจ จีซูเห็นจุงมินหน้านิ่วคิ้วขมวดเลยถามว่าเขามีเรื่องปวดหัวเหมือนตนหรือเปล่า จุงมินพยายามบ่ายเบี่ยงโดยบอกว่าความจริงแล้วตนไม่ได้มีปัญหาอะไรและถามกลับว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ จีซูบอกว่าตนกำลังจะหย่าเพราะมัวแต่บ้างานเลยไม่สามารถเป็นเมียที่ดีได้ จุงมินเห็นจีซูทุ่มเทให้กับการทำงานเลยแซวว่าอีกหน่อยคุณคงได้เป็นผู้บัญชาการหญิงคนแรก จีซูอยากรู้ว่าจุงมินไม่สบายใจเรื่องอะไร แต่จุงมินไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัวเลยตอบเพียงว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาบอกจีซูว่าวันนี้เป็นวันพิจารณาคดีของจุนยอง ตนจะสัมภาษณ์จุนยองที่สำนักงานใหญ่ก่อน จึงอยากให้คุณช่วยเตรียมการและให้ความสบายให้

ฮยอนนำกระเป๋าเอกสารมาให้พ่อที่สำนักงานตำรวจ เหล่าตำรวจคิดว่าฮยอนเป็นเด็กฉลาดจึงพากันทดสอบทักษะด้านการคิดคำนวณ ไม่ว่าจะถามอะไร ยากขนาดไหน ฮยอนก็ตอบได้หมด ทุกคนเลยรู้สึกทึ่ง “ยาง จินซอก” เทก้านไม้ขีดไฟที่อัดแน่นในกระป๋องลงบนโต๊ะแล้วถามฮยอนว่ามีทั้งหมดกี่ก้าน โดยบอกว่าถ้าฮยอนตอบถูกถึงจะได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะตัวจริง ฮยอนตอบทันควันว่า 571 ก้าน จินซอกเลยชวนเพื่อให้นๆ ที่เป็นตำรวจสายสืบมานั่งนับเพราะอยากรู้ว่าชัวร์หรือมั่วนิ่ม หลังรออยู่นานแต่ยังคงไร้วี่แววของพ่อ ฮยอนจึงออกไปเดินตามหา ในตอนนั้นจุงมินเริ่มรู้สึกอ่อนล้าเลยหยุดพักการสัมภาษณ์จุนยองชั่วคราวและเดินออกจากห้องไป

เรื่องย่อ สุภาพบุรุษสายลับ (Man to Man) ตอนที่ 10

เมื่อซอลอูมาถึง ดงฮยอนก็แนะนำผู้กำกับหนังให้ซอลอูรู้จัก และบอกผู้กำกับว่าซอลอูคือสายลับ “K” ที่ตนกล่าวถึง ถือว่ายังโชคดีที่ซอลอูสลัดคราบสายลับทิ้งแล้วมาในชุดแบบคนปกติธรรมดา (ไม่ได้สวมหมวกแก๊ป แว่น และแจ็คเก็ตดำ) ถึงกระนั้นเขาก็ไม่นึกฝันว่าดงฮยอนจะกล้าเผยความลับของตน ซอลอูหันขวับและมองดงฮยอนด้วยสายตาเอาเรื่อง แต่ดงฮยอนแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ผู้กำกับลุกขึ้นทักทายซอลอู และแอบเตือนว่าระวังโดนหลอกเพราะดงฮยอนเป็นนักต้มตุ๋น จากนั้นก็รีบขอตัวทันที ครั้นอยู่กันตามลำพังซอลอูจึงถามดงฮยอนด้วยความไม่พอใจว่าเขากำลังเล่นตลกอะไร ดงฮยอนชี้ว่าพูดให้ตายผู้กำกับนั่นก็ไม่มีทางเชื่อ ซ้ำยังหาว่าตนกุเรื่อง ซอลอูได้ยินดังนั้นก็วางใจและถามถึงไม้แกะสลักชิ้นแรกทันที ดงฮยอนกล่าวว่าหลังตามรอยตู้คอนเทนเนอร์แล้วพวกตนพบว่าไม้แกะสลักชิ้นแรกอยู่ที่รัสเซีย พูดจบเขาก็ส่งแท็บเล็ตที่มีข้อมูลของเศรษฐีน้ำมันและดีลเลอร์ค้าอาวุธชาวรัสเซียชื่อ “วิคเตอร์” ให้ซอลอู ก่อนบอกว่าไม้แกะสลักชิ้นแรกอยู่ในเซฟลับของประธานวิคเตอร์ แต่เนื่องมาจากเขาเป็นคนเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย ข้อมูลทุกอย่างจึงถูกปิดเป็นความลับรวมทั้งที่อยู่ของเขาด้วย เมื่อซอลอูถามด้วยสายตาเรื่องแผนดำเนินงาน ดงฮยอนจึงเอ่ยถึงงานแฟนมีตติ้งของดาราหนังชื่อดัง…”ยอ อุนกวาง”

หลังจากนั้น ซอลอูก็เริ่มค้นหาข้อมูลของอุนกวางนับตั้งแต่ประวัติไปจนถึงความชอบส่วนตัว ทำให้รู้ว่าร้านกาแฟที่อุนกวางชื่นชอบและเป็นลูกค้าขาประจำคือร้านกาแฟชองโนสาขาชองโน ในเวลาต่อมาอุนกวางพร้อมทีมงานพากันมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านชองโน “จี เซฮุน” (ซีอีโอ บริษัท ชยูอิง เอ็นเตอร์เทนเมนท์ / อดีตผู้จัดการส่วนตัวของ “ซง มีอึน”) นำการ์ดเชิญมาให้และพยายามหว่านล้อมให้อุนกวางยอมไปร่วมงานปาร์ตี้วันเกิดของประธานวิคเตอร์ซึ่งจัดขึ้นอย่างลับๆ ที่ประเทศรัสเซีย (และนี่ก็คืองานแฟนมีทติ้งที่ดงฮยอนเอ่ยถึง) แต่อุนกวางคิดว่าเป็นงานเล็กๆ จึงโวยลั่นว่าจะให้ตนไปทำอะไรบ้างในวันเกิดของคนแก่ เซฮุนชี้ว่าวิคเตอร์ไม่ได้เป็นแค่คนแก่ธรรมดาแต่เป็นถึงประธานบริษัท ทั้งยังติดหนึ่งใน 30 ชั้นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดและยังมีชีวิตอยู่ของนิตยสารฟอร์บส์อีกด้วย โดฮาเสริมว่าวิคเตอร์เป็นแฟนคลับของอุนกวาง เซฮุนกล่าวว่าหากอุนกวางไปร่วมงานวันเกิดแล้วจับมือและถ่ายภาพกับวิคเตอร์รับรองว่ามีแต่ได้กับได้ เพราะวิคเตอร์กำลังจะลงทุนทำหนังฮอลลีวู้ด อุนกวางมองหน้าโดฮาก่อนถามว่าตนจะได้เป็นดารานำเพียงคนเดียวในดาร์คเดธภาคต่อไปใช่ไหม โดฮาบอกว่าได้แน่หากอุนกวางไปร่วมงานและอวยพรวันเกิดให้วิคเตอร์ อุนกวางชั่งใจครู่หนึ่งแล้วตอบตกลงทันที

ในรอบๆใกล้กันนั้น ซอลอูเริ่มภารกิจแรกที่ร้านกาแฟชองโนสาขาชองโนโดยนำกล้องมาถ่ายภาพเป้าหมาย (อุนกวาง) เมื่อโดฮาเห็นเข้าจึงแย่งกล้องมาตรวจดูและบอกว่าคุณจะลบเฉพาะภาพของอุนกวางเพียงแค่นั้นโดฮาคิดว่าซอลอูเป็นปาปารัซซี่จึงเตือนว่าต่อให้อุนกวางเป็นคนมีชื่อเสียงเขาก็ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ครั้นพอมองว่าแม้แต่ตนเองก็ถูกแอบถ่ายเช่นกัน โดฮาจึงขอคำอธิบายว่าเขาแอบถ่ายภาพคุณทำไม ซอลอูตอบหน้าตาเฉยว่าเพราะคุณดูสวยดี แถมยังส่งสายตาและยิ้มให้คุณอีกด้วย โดฮาแก้เผ็ดด้วยการหยิบมือถือมาถ่ายรูปซอลอูโดยอ้างว่าตนจำคนไม่เก่ง จากนั้นก็ขู่ว่าหากเขาถูกคุณจับได้อีกที คุณจะแจ้งความและเอาผิดให้ถึงที่สุด หลังลบรูปหมดแล้วโดฮาก็คืนกล้องให้ซอลอูพลางแนะให้เขาใช้กล้องที่เบากว่านี้ พูดจบคุณก็เดินจากไปพร้อมแขนที่อ่อนล้า

SAVING PRIVATE RYAN (1998): ฝ่าสมรภูมินรก

Saving Private Ryan เป็นภาพยนตร์สงครามมหากาพย์อเมริกันปี 1998 ที่กำกับโดย Steven Spielberg และเขียนโดย Robert Rodat ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นในช่แวดวงรุกรานของนอร์มังดีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่รู้จักจากการแสดงภาพของสงครามและความร้ายแรงของฉากที่สองที่ความยาว 23 นาทีซึ่งเป็นภาพของการโจมตีหาดโอมาฮาในระหว่างการขึ้นฝั่งนอร์มังดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดตามกัปตัน John H. Miller (Tom Hanks) และทีมของเขา (Tom Sizemore, Edward Burns, Barry Pepper, Giovanni Ribisi, Vin Diesel, Adam Goldberg และ Jeremy Davies) ในขณะที่พวกเขาค้นหาพลร่มส่วนตัว เฟิร์สคลาสเจมส์ฟรานซิสไรอัน (แมตต์เดมอน) น้องชายคนสุดท้ายที่รอดชีวิตจากครอบครัวสี่คนกับพี่น้องอีกสามคนของเขาถูกฆ่าตายในสนามรบ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานร่วมระหว่าง DreamWorks Pictures, Paramount Pictures, Amblin Entertainment และ Mutual Film Company โดย DreamWorks จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในอเมริกาเหนือในขณะที่ Paramount เปิดตัวภาพยนตร์ในต่างประเทศ

ในปี 1996 ผู้ให้การสร้าง Mark Gordon ได้เสนอแนวคิดของ Rodat ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพี่น้อง Niland ให้กับ Paramount ซึ่งในที่สุดก็เริ่มพัฒนาแผนการนี้ [2] สปีลเบิร์กซึ่งในขณะนั้นกำลังก่อตั้ง DreamWorks ได้เผ่านากำกับโครงงานนี้และแฮงค์ก็ร่วมทีมผู้แสดง ภายหลังที่ดาราหนังผ่านการฝึกอบรมภายใต้การดูแลของ Dale Dye ทหารผ่านศึกทางสมุทรการถ่ายภาพหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มในเดือนมิถุนายน 1997 และใช้เวลาสองเดือน ฉาก D-Day ของภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำที่ Ballinesker Beach, Curracloe Strand, Ballinesker ทางตะวันออกของ Curracloe, County Wexford, Ireland และใช้สมาชิกกองหนุนของทัพไอริชเป็นทหารราบสำหรับการขึ้นฝั่ง D-Day

Saving Private Ryan เปิดตัวตอนวันที่ 24 กรกฎาคม 1998 ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และผู้ชมสำหรับการแสดง (โดยเฉพาะจาก Hanks) ความสมจริงการถ่ายภาพยนตร์คะแนนบทภาพยนตร์และการกำกับของ Spielberg และได้รับการจัดให้อยู่ในรายชื่อสิบชั้นแรกของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้คนจำนวนมากในปี 1998 นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศแปลงเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 1998 ในสหรัฐอเมริกาด้วยเงิน 216.8 ล้านเหรียญในประเทศและเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นชั้นสองของปี 1998 ทั่วโลกด้วย 481.8 ล้านเหรียญทั่วโลก [3] นอกจากนี้ยังทำรายได้ 44 ล้านดอลลาร์จากการเปิดตัวในโฮมวิดีโอในเดือนพฤษภาคม 2542 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลอย่างมากรวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับจาก Golden Globes, Producers Guild of America, Directors Guild of America และ Critics ‘Choice Awards ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 11 รางวัลในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 71 ซึ่งได้รับรางวัลถึง 5 รางวัลรวมทั้งรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมครั้งที่สองของสปีลเบิร์ก, การตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, การถ่ายทำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, เสียงที่ดีที่สุดและการตัดต่อเสียงประกอบยอดเยี่ยมแม้ว่าจะแพ้รางวัลออสการ์สำหรับ Best Picture to Shakespeare in Love ในรางวัลออสการ์ที่ขัดแย้งกัน

นับตั้งแต่ออกฉาย Saving Private Ryan ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยมีมาและได้รับการยกย่องว่ามีอิทธิพลต่อประเภทภาพยนตร์สงคราม [4] [5] [6] ได้รับเครดิตสำหรับการต่ออายุความสนใจในสื่อสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 2550 สถาบันภาพยนตร์อเมริกันได้จัดชั้นให้ Saving Private Ryan เป็นภาพยนตร์อเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชั้นที่ 71 ใน 100 ปี … 100 ภาพยนตร์ของ AFI (ฉบับครบรอบ 10 ปี) และในปี 2014 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเลือกให้เก็บรักษาไว้ใน National Film Registry โดย Library ของสภาคองเกรสว่าเป็น “ในเชิงวัฒนธรรมประวัติศาสตร์หรือความสำคัญทางสุนทรียภาพ
ปัจจุบันชายเฒ่าไปเยี่ยมชมสุสานและอนุสรณ์สถานนอร์มังดีอเมริกันกับครอบครัวของเขา ที่หลุมฝังศพเขาคุกเข่าลงด้วยความปวดร้าว

เช้าวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ทหารอเมริกันลงจอดที่หาดโอมาฮาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรุกรานของนอร์มังดี พวกเขาประสบความสูญเสียอย่างหนักในการโจมตีป้อมปราการเยอรมัน กัปตันมิลเลอร์แห่งกองพันทหารพรานที่ 2 นำการฝ่าวงล้อมออกจากชายหาด ที่อื่นบนชายหาดทหารที่ตายแล้วนอนคว่ำหน้าอยู่ในคลื่นที่เปื้อนเลือด แพ็คของเขาเป็นลายฉลุ Ryan, S.

ในวอชิงตันดีซีที่กรมสงครามสหรัฐฯนายพลจอร์จมาร์แชลรู้ว่าลูกชายสามในสี่คนของครอบครัวไรอันถูกฆ่าตายจากพฤติกรรมและเจมส์ฟรานซิสไรอันลูกชายคนที่สี่อยู่ในกองบิน 101 แห่งหนึ่งในนอร์มังดี หลังจากอ่านออกเสียงจดหมาย Bixby ของอับราฮัมลินคอล์นมาร์แชลล์สั่งให้พาไรอันกลับบ้าน

สามวันหลังจากดีเดย์มิลเลอร์ได้รับคำสั่งให้ตามหาไรอันและพาเขากลับมา เขาเลือกผู้ชายเจ็ดคนจาก บริษัท ของเขา – T / Sgt. Horvath, Privates First Class Reiben และ Caparzo, Privates Mellish and Jackson, T / 4 medic Wade – และ T / 5 Upham ซึ่งเป็นล่ามจากสำนักงานใหญ่ พวกเขาย้ายออกไปที่ Neuville ซึ่งพวกเขาพบกับกลุ่มที่ 101 ต่อสู้กับศัตรู Caparzo ถูกฆ่าโดยมือปืนชาวเยอรมันซึ่งถูกแจ็คสันฆ่า พวกเขาค้นหา James Ryan ส่วนตัวเพียงเพื่อให้จะได้รู้ว่าเขาคือ James Frederick Ryan ไม่ใช่คนที่พวกเขากำลังมองหา จากการที่ทหารผ่านไปมิลเลอร์รู้ว่าไรอันกำลังปกป้องสะพานสำคัญในราเมล

ใกล้กับราเมลมิลเลอร์ตัดสินใจที่จะปรับตำแหน่งปืนกลเยอรมันให้เป็นกลางที่สถานีเรดาร์ที่ถูกทิ้งร้างแม้จะมีความไม่พอใจของผู้ชายก็ตาม เวดถูกฆ่าตายในกระบวนการ ตามคำเรียกร้องของ Upham มิลเลอร์ปฏิเสธที่จะประหารชีวิตทหารเยอรมันที่รอดชีวิตและปล่อยเขาให้เป็นอิสระ เมื่อสูญเสียความมั่นใจในความเป็นผู้นำของมิลเลอร์ Reiben จึงประกาศความตั้งอกตั้งใจที่จะละทิ้งและกระตุ้นให้เกิดการเผชิญหน้ากับ Horvath มิลเลอร์แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการเปิดเผยอาชีพพลเรือนของเขาในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยมซึ่งคนของเขาได้ตั้งวงพนัน ไรเบนตัดสินใจที่จะอยู่

ที่ Ramelle พวกเขาพบ Ryan ท่ามกลางกลุ่มพลร่มกลุ่มเล็ก ๆ ที่เตรียมป้องกันสะพานสำคัญจากการโจมตีของเยอรมันที่ใกล้เผ่านา มิลเลอร์บอกไรอันว่าพี่ชายของเขาตายแล้วและเขาได้รับคำสั่งให้พาเขากลับบ้าน ไรอันรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับพี่น้องของเขา แต่ไม่เต็มใจที่จะออกจากตำแหน่ง มิลเลอร์รวมหน่วยของเขากับพลร่มในการป้องกันสะพาน เขาคิดแผนที่จะซุ่มโจมตีศัตรูด้วยปืนลำกล้อง. 30 สองกระบอกค็อกเทลโมโลตอฟทุ่นระเบิดต่อต้านรถถังและกระเป๋าเงินชั่วคราวที่ทำจากถุงเท้า

องค์ประกอบของหน่วยยานเกราะ SS ที่ 2 มาพร้อมกับรถถังไทเกอร์ 2 คันและรถถังพิฆาต Marder 2 ลำซึ่งทั้งหมดได้รับการปกป้องโดยทหารราบเยอรมัน แม้ว่าพวกเขาจะสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับชาวเยอรมัน แต่พลร่มเกือบทั้งหมดพร้อมด้วยแจ็คสันเมลลิชและฮอร์วา ธ ถูกฆ่า Upham ถูกตรึงด้วยความกลัว มิลเลอร์พยายามที่จะทำลายสะพาน แต่ถูกยิงโดยนักโทษชาวเยอรมันที่เป็นอิสระจากสถานีเรดาร์ซึ่งได้ร่วมหน่วยต่อสู้อีกรอบ มิลเลอร์คลานไปดึงตัวระเบิดสะพานและยิงอย่างไร้ประสิทธิภาพ แต่ใช้ปืนพกไปที่รถถังที่กำลังจะมาถึงอย่างท้าทาย เมื่อรถถังมาถึงสะพานรถถัง P-51 Mustang ของอเมริกาก็บินเหนือศีรษะและทำลายรถถังหลังจากนั้นหน่วยยานเกราะของอเมริกาก็มาถึงเพื่อให้กำจัดชาวเยอรมันที่เหลือ ขณะที่เยอรมันต้องล่าถอยอย่างเต็มกำลังอัพแฮมก็โผล่ออกมาจากที่ซ่อนและยิงนักโทษชาวเยอรมันเสียชีวิตโดยมีพยานคิดว่าเขายิงมิลเลอร์ แต่ปล่อยให้เพื่อให้นทหารหนีไปได้

Reiben และ Ryan อยู่กับ Miller ซึ่งเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ ในขณะที่ฉากเปลี่ยนไปจนถึงปัจจุบันไรอันถูกเปิดเผยว่าเป็นทหารผ่านศึกตั้งแต่เริ่มของภาพยนตร์เรื่องนี้และยืนอยู่หน้าหลุมศพของมิลเลอร์เพื่อให้แสดงความขอบคุณต่อการเสียสละของมิลเลอร์และหน่วยของเขาในอดีต ไรอันถามเมียของเขาว่าเขามีค่าพอที่จะเสียสละไหมซึ่งคุณตอบว่าเขาเป็น ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงด้วยการทำความเคารพหลุมศพของไรอัน

Due Date (2010) คู่แปลก ทริปป่วน ร่วมไปให้ทันคลอด

Due Date เป็นภาพยนตร์ดราม่าแนวคอเมดี / โรดดราม่าสัญชาติอเมริกันปี 2010 ที่กำกับโดยทอดด์ฟิลลิปส์และเขียนบทโดยฟิลลิปส์, อลันอาร์โคเฮน, อลันฟรีดแลนด์และอดัม Sztykiel ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดตามชายคนหนึ่ง (โรเบิร์ตดาวนีย์จูเนียร์) ผู้ซึ่งต้องเดินทางผ่านประเทศไปยังลอสแองเจลิสทันเวลาเพื่อให้ให้กำเนิดลูกของเขาและถูกบังคับให้เดินทางบนท้องถนนกับดาราที่ต้องการ (ซัคกาลิเฟียนาคิส) Michelle Monaghan, Juliette Lewis และ Jamie Foxx ร่วมแสดงด้วย ถ่ายทำในลาสครูเซสนิวเม็กซิโกแอตแลนต้าจอร์เจียและทัสคาลูซาแอละแบมาภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายช่วงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 [3] ได้รับคำวิจารณ์หลากหลายจากนักวิจารณ์และทำรายได้ 211 ล้านเหรียญทั่วโลก
ปีเตอร์ไฮแมน (โรเบิร์ตดาวนีย์จูเนียร์) สถาปนิกที่ประสบความสำเร็จมีกำหนดบินกลับบ้านจากแอตแลนตาไปยังลอสแองเจลิสเพื่อให้อยู่กับซาราห์ (มิเชลล์โมนาฮัน) เมียของเขาที่กำลังจะคลอดลูก ระหว่างทางไปสนามบินเขามีโอกาสพบกับอีธานเทรมเบลย์ (ซัคกาลิเฟียนาคิส) ซึ่งกำลังจะไปเป็นผู้แสดงที่แอลเอและคิดแผนที่จะโปรยขี้เถ้าของพ่อที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปที่แกรนด์แคนยอน เมื่ออีธานใช้คำว่า “ผู้ก่อการร้าย” และ “ระเบิด” ในทางที่ผิดในขณะที่คุยกับปีเตอร์ทั้งคู่ก็พากันลงจากเรือบิน นี่เป็นเพียงชุดแรกของการผจญภัยที่ผิดพลาดที่เกิดจากอีธานที่ทำงานผิดปกติอย่างมาก ปีเตอร์ตอนนี้อยู่ในรายการ No Fly และทำกระเป๋าตังค์หายตกลงที่จะขับรถไปกับอีธานไปลอสแองเจลิส

อีธานหยุดซื้อกัญชาและปีเตอร์พบว่าเงินใกล้หมดแล้ว เพราะปีเตอร์ไม่มีบัตรประจำตัวเขาจึงให้เมียของเขาโอนเงินให้อีธาน แต่พบว่าอีธานมีเงินที่เชื่อมโยงกับชื่อบนเวทีแทนที่จะเป็นชื่อโดยชอบด้วยกฎหมายของเขา เมื่อพนักงานของเวสเทิร์นยูเนี่ยน (แดนนี่แม็คไบรด์) ปฏิเสธที่จะรับ “Stage name I.D. ” ของอีธาน นำไปสู่การสมุทราะวิวาทอย่างร้ายแรง

หลังจากหยุดพักหนึ่งคืนปีเตอร์ตัดสินใจขับรถและละทิ้งอีธาน แต่ตระหนักว่าเขาลืมที่จะขนขี้เถ้าของพ่อของอีธานเมื่อเขาจากไป สิ่งนี้ทำให้เขาต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก่อนที่จะตัดสินใจกลับมา อีธานรับหน้าที่คนขับรถเพื่อให้ที่ปีเตอร์จะได้พักหลังจากนอนไม่หลับมาทั้งคืน แต่เขาเผลอหลับไปที่พวงมาลัยและรถชน ปีเตอร์โทรหาเพื่อให้นของเขาดาร์ริล (เจมี่ฟ็อกซ์) เพื่อให้ขอร้องและตัดสินใจแยกทางกับอีธาน แต่ดาร์ริลชักชวนปีเตอร์เป็นอย่างอื่น พวกเขามาถึงบ้านของดาร์ริลเพื่อให้พัก ในระหว่างการสนทนาอีธานพบคำใบ้ว่าซาราห์อาจไม่ซื่อสัตย์ทำให้ปีเตอร์ตั้งคำถามกับการตั้งครรภ์ของซาราห์ในเวลาที่เหมาะสม ดาร์ริลโยนทั้งสองคนออกมาหลังจากดื่มขี้เถ้าของพ่อของอีธานโดยไม่ได้ตั้งมั่นซึ่งเก็บไว้ในกระป๋องกาแฟ

เมื่อดาร์ริลปล่อยให้พวกเขาใช้เรนจ์โรเวอร์ในการเดินทางที่เหลืออีธานขับรถไปชายแดนเม็กซิโก – สหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ แม้จะมั่นใจกับปีเตอร์ว่าเขาจะรับมือกับสภาพการณ์ได้ แต่อีธานก็หลบหนีและปีเตอร์ถูกจับในข้อหาครอบครองกัญชา ตำรวจสหพันธรัฐเม็กซิโกขังปีเตอร์ไว้ แต่อีธานขโมยรถบรรทุกและหักเขาออกทำให้รถชนกันหลายคันในกระบวนการ

ปีเตอร์ตัดสินใจหยุดที่แกรนด์แคนยอนเพื่อให้อีธานซึ่งในที่สุดก็โปรยขี้เถ้าของพ่อ ปีเตอร์ก็รับว่าเขาพยายามจะทิ้งอีธานไว้ที่รอบๆโรงพัก อีธานยอมรับด้วยตัวเองเขามีกระเป๋าเงินและ ID ของปีเตอร์ตลอดเวลา ดูเหมือนปีเตอร์จะยกโทษให้เขา แต่รวมทั้งโจมตีอีธานด้วยความโกรธ แต่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกจากซาราห์ซึ่งเพิ่งจะทำงานหนัก ปีเตอร์และอีธานเดินทางไปแคลิฟอร์เนีย อีธานพบปืนในรถบรรทุกและเขาก็ยิงปีเตอร์โดยบังเอิญ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลที่ซาราห์กำลังเจ็บครรภ์อยู่ปีเตอร์ก็สิ้นใจจากการเสียเลือด

ซาราห์คลอดลูกได้อย่างปลอดภัยและปีเตอร์แสดงความรู้สึกไม่สบายใจที่บุตรสาวคนใหม่ของเขาชื่อโรซี่ไฮแมน อีธานจากไปในขณะที่บอกให้ปีเตอร์โทรหาเขา ในตอนท้ายอีธานเป็นแขกรับเชิญในตอนหนึ่งของรายการโทรทัศน์ที่เขาชื่นชอบชายสองคนครึ่งโดยมีปีเตอร์และซาร่าห์เฝ้าดูอยู่บนเตียงกับบุตรสาว

เรื่องยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม

ภาพยนตร์จากแดนกิมจิ เรื่อง “My Sassy Girl ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม” หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ กำกับโดย กวาก แจยอง แสดงนำโดย จวน จีฮุน และ ชา แตฮยอน
ฉายนัดแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 ถือเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเกาหลีใต้ และเมื่อได้จัดฉายในเอเชียก็ประสบผลสำเร็จอย่างมากจนถึงไทย ทำให้ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในไทยและมีดารานำทั้งสองคนนี้แสดง จำเป็นที่จะต้องมีชื่อว่า “ยัยตัวร้าย” และ “นายเจี๋ยมเจี้ยม” ปรากฏเป็นชื่อของภาพยนตร์เรื่องนั้นอยู่เสมอ เช่น ยัยตัวร้ายกับนายเซ่อซ่า ล่าหัวใจยัยตัวร้าย รักบทใหม่ของนายเจี๋ยมเจี้ยม สะดุดรักกับนายเจี๋ยมเจี้ยม
ความโด่งดังและความสำเร็จ ทำให้หนังได้รับการรีเมคในเวอร์ชันอเมริกัน ชื่อไทยว่า “ยกหัวใจให้ยัยตัวร้าย” โดยเปลี่ยนให้เนื้อหาทั้งหมดเกิดขึ้นที่เซ็นทรัลพาร์คในนิวยอร์ก รวมทั้งมีการรีเมคเป็นละครโทรทัศน์ของญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่า Ryokiteki na Kanojo และมีการเปลี่ยนบทของตัวละครหลักจากผู้เรียนมัธยมมาเป็นนักเขียนกับอาจารย์ชีววิทยาทางสมุทรแทน ทางด้านบอลลีวูดของอินเดียก็นำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปดัดแปลงในชื่อว่า Ugly Aur Pagli
ทั้งเพลงประกอบภาพยนตร์ I Believe และ Canon ก็แปลงเป็นบทเพลงติดหู และเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่เมื่อใครได้ยิน ต้องนึกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ทุกครั้งไป
My Sassy Girl นำโครงเรื่องมาจากจดหมายรักบนโลกออนไลน์ ของคิม โซฮิก ที่เขาใช้นามแฝงว่าGyunwoo74 ด้วยเรื่องความรักของชายหนุ่มสาวที่แฝงไปด้วยความตลกขบขัน ทำให้งานเขียนชิ้นนี้แปลงเป็นเรื่องโด่งดังและเป็นที่กล่าวถึงกันมากในอินเทอร์เน็ต และได้นำมาดัดแปลงตีพิมพ์เป็นนวนิยาย และแปลงเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา
“ผมจะหาสาวของผมในแบบนิยายรักหวานแหววตอนต้น และหวานฉ่ำตอนจบ”
นี่แหละความฝันเล็กๆ ของเกียนยู (ชา แตฮยอน) นักศึกษาชายหนุ่ม ที่พึ่งจะออกจากการเกณฑ์ทหารมาได้ไม่นาน เขาถูกทางบ้านเลี้ยงดูมาแบบเด็กผู้หญิงตั้งแต่ยังเล็กๆ เลยทำให้เขาเป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยจะเอาถ่าน ผสมกับนิสัยที่ไม่ค่อยขยันและเรียนไม่เก่ง เลยทำให้เขายิ่งเปลี่ยนเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องในสายตาของพ่อแม่มาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบยุนจี (จวน จีฮุน) และช่วยเหลือคุณตอนกำลังเมาไม่ได้สติอยู่ในสถานีรถไฟ เหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ได้เปลี่ยนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเกียนยู อย่างที่เขาไม่อาจจะคาดถึงได้ หนังเล่าเรื่องโดยผ่านมุมมองของข้างชายมาตลอด

Rooftop Prince เรื่องย่อ ตอนที่ 6

สุดท้าย ปาร์คฮาก็ต้องยอม แทยอง(ลีกัค) และกลับมาที่บ้านดาดฟ้า เหมือนเดิม ตอนนี้ชายหนุ่มๆ ตัดผมแล้ว (หล่อทั้งสี่ชายหนุ่มเลยนะ^^) แทยอง(ลีกัค) ได้ให้คนงานมาทำการปรับปรุงห้องบนดาดฟ้า และยังขนเอาภาพสมุทรขนาดใหญ่นั้นมาตั้งไว้ที่ด้านหนึ่งด้วย

คุณย่าและเลขาฮองตามมาดูบ้านดาดฟ้าที่กำลังปรับปรุง และคุณย่ายังมอบเงินนิดหน่อยเพื่อให้ซื้อของเข้าบ้านให้กับปาร์คฮาด้วย ซึ่งการปรับปรุงบ้านนี้คุณย่าแลกเปลี่ยนกับการที่ แทยอง(ลีกัค) จำเป็นจะต้องเข้าไปทำงานที่บริษัท
เมื่อเซนามองว่าปาร์คฮายังอยู่ตรงนั้น คุณไม่พอใจมาก คุณนัดพบกับปาร์คฮาเพื่อให้ต่อว่าที่ปาร์คฮายังไม่ย้ายไปอเมริกา คุณเอาน้ำสาดหน้า ปาร์คฮาอย่างแรง (ร้ายกาจมาก >.< )

ในตอนที่บ้านยังปรับปรุงไม่เสร็จ ทั้ง 5 คนต้องอาศัยอยู่ในรถบ้านไปก่อน แทยอง(ลีกัค) พาทุกคนไปซื้อของใช้ เสื้อผ้า และโทรศัพท์มือถือ (ตอนนี้รัชผู้สืบสกุลยองเรามีเงินแว้ววว จากเครดิตการ์ดสีดำ อันลิมิต ที่คุณย่าให้มา^^ขอซักใบได้มั้ยอ่ะ^^)

คุณย่าใหญ่มาหาพโยแทคซูเพื่อให้เกลี่ยกล่อมให้เขากลับไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ แต่เขาต้องการรอให้คุณย่าหรือท่านประธานยอมให้โอกาสเขาเอง ในตอนนั้นเอง พ่อของแทมูขับรถมาและได้เอาเอกสารที่บอกว่าคุณย่ามีความปรารถนาให้พโยแทคซูกลับไปทำงานที่บริษัท

แทมูและพ่อไปต้อนรับประธานจางซึ่งเป็นหุ้นส่วนอีกคนของบริษัท คุณขอตัวไปทำธุระส่วนตัวบางสิ่งและไม่ต้องการให้ใครติดตาม

ประธานจางไปหามันอ๊กแม่ของปาร์ฮาและเซนา เพื่อให้พูดอะไรอะไรบางอย่าง
“ฉันมารับบุตรสาวของฉัน…..”

ปาร์คฮาพาสี่ชายหนุ่มไปแวะหาอะไรทานที่ร้านกาแฟและสอนให้พวกเขาสั่งเครื่องดื่ม และสอนการใช้สรรพนามที่ถูกต้องในยุคสมัยนี้ โดยนับเรียงอายุแล้วคุณดูจะแก่กว่าทุกคนซึ่งสมควรเรียกคุณว่า “นูนา(พี่สาว)” แทยอง(ลีกัค) ไม่ค่อยพอใจนักที่จะเรียกคุณแบบนั้น (เป็นรัชผู้สืบสกุลจะมายอมอ่อนข้อให้ใครได้ไง^^)
หลังอาหารเย็น ปาร์คฮาบอกเล่าถึงกิจกรรมในที่ทำงาน การไปคาราโอเกะ การโชว์ความถนัดพิเศษเช่นการเลียนเสียง

แทยอง(ลีกัค) ถามปาร์คฮาว่าถ้าจะอธิษฐานเกี่ยวกับความรักจำเป็นจะต้องผูกเชือกเครื่องรางตุ๊กตาไม้ชายหญิง แบบไหน ปาร์คฮาอธิบายพลางผูกเชือกไปด้วย คุณอมยิ้ม เพราะคิดว่าเขาอธิษฐานเพื่อให้คุณ

เช้าวันรุ่งขึ้น พโยแทคซูมาที่บริษัท พร้อมกับสุนัขตัวใหญ่สองตัวที่เขาเลี้ยง ซึ่งทำให้พ่อของแทมูตกอกตกใจไม่น้อย

สี่ชายหนุ่มมาที่บริษัทด้วยรถบ้านซึ่งปาร์คฮาเป็นผู้ขับมาส่ง แทมูและพ่อยืนดูท่าทางแปลกๆ ของพวกเขาอยู่ที่ชั้นสอง ผู้จัดการบังซูบองมาต้อนรับแทยอง และแยกอีกสามคนมาเพื่อให้ทดสอบความรู้ ทั้งสามทำได้ศูนย์คะแนน แต่แทยองนึกขำและบอกว่าทั้งสามเป็นผู้มีความชำนาญไม่ควรด่วนตัดสินพวกเขา
คุณย่าแนะนำให้แทยองรู้จักกับพโยแทคซูเพื่อให้ให้เขาสอนงานให้กับแทยอง แทยองได้ขอให้เซนาเป็นผู้พาเขาไปชมส่วนต่างๆ ของบริษัท ในระหว่างเยี่ยมชมออฟฟิตนั้นทั้งได้มีเวลาพูดคุยกัน
“เลขาฮอง เคยคิดมั้ยว่าเราอาจจะเคยพบกันที่ไหนมาก่อน”
ฮองเซนายิ้ม “ฉันพอจะเข้าสำนวนจีบผู้หญิงอย่างนี้ สำนวนโบราณมาก”
แทยอง(ลีกัค) มองตามอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

พโยแทคซูพาอีกสามคนไปทานอาหาร พวกเขาทั้งสามดื่มกิน พูดคุย ร้องคาราโอเกะและพยายามแสดงความถนัดอย่างที่ปาร์คฮาบอกไว้ แต่กลับถูกต่อว่าอย่างมาก ที่ทำตัวไม่สำรวม

แทมูและพ่อต้อนรับประธานจางเป็นอย่างดี และบอกคุณเป็นนัยเกี่ยวกับธุรกิจหากคุณกับเขาเป็นพวกเดียวกันก็จะจำนวนหุ้นมากกว่าครึ่ง

ปาร์คฮาและแทยอง(ลีกัค) ไปเดินซื้อของในห้างฯ ปาร์คฮาก้มลงดูสร้อยข้อมือ แทยอง(ลีกัค) มองตาม ปาร์คฮาว่าผู้หญิงคนไหนก็ชอบของอย่างงี้ทั้งนั้น แทยอง(ลีกัค) มองสร้อยข้อมือนั้นอย่างมีความหมาย ระหว่างทานข้าวด้วยกัน ปาร์คฮาสอนให้เขาใช้ซ้อมกินสปาเก็ตตี้แทยอง(ลีกัค) ถามปาร์คฮาว่าชายหนุ่มสาวสมัยนี้เขาไปเที่ยวแบบไหนกัน และถ้าเป็นคุณต้องการจะไปเที่ยวไหนกับคนรักบ้าง ซึ่งปาร์คฮาบอกว่าคุณอยากขี่จักรยานคู่ แล้วแทยอง(ลีกัค) ก็ให้ปาร์คฮาสอนเขาขี่จักรยานทันที

 

ปาร์คฮาเผ่านาในรถบ้านและเห็นเสื้อคลุมที่ แทยอง(ลีกัค) วางไว้ และเหลือบไปเห็นตุ๊กตาไม้อธิษฐานและสร้อยข้อมือที่คุณดูเมื่อตอนไปซื้อของ อยู่ในกระเป๋าเสื้อ คุณแอบยิ้ม
ปาร์คฮาจะทำข้าวห่อไข่ให้สี่ชายหนุ่ม แทยอง(ลีกัค) บอกว่าเขาจะไปทานข้างนอกและกำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงเอาถุงกระดาษคลุมหน้าปาร์คฮาไว้ <จะได้ไม่เห็นตอนปาร์คกำลังโป๊ อิอิ> ในตอนนั้นปาร์คฮาฝันเพ้อไปไกลว่า แทยอง(ลีกัค) ซื้อสร้อยข้อมือนั้นมาให้คุณ
แทยอง(ลีกัค) ยื่นหน้าเขามาใกล้และเอาถุงครอบหัวออก บอกปาร์คฮาว่าคุณต้องคิดอะไรไร้สาระอยู่แน่ๆ
…ไม่เห็นเหมือนที่ฝันไว้เลยแฮะ..<อันนี้เดาความคิดปาร์คฮานะคะ^^>

หลังจากได้รับการอบรมที่ดี (จากพโยแทคซู) สามชายหนุ่มปฏิบัติตัวดีขึ้น (สามารถจดจำพนักงานได้ทั้งบริษัท!! โอ้ม้ายยก็อดด) จนคุณย่ารู้สึกพอใจ

แทยอง(ลีกัค) พาเซนาไปปั่นจักรยานคู่ในสวนสาธารณะ ซึ่งคุณไม่ค่อยเต็มใจนัก
ระหว่างนั่งพัก “คุณมองจนจะทะลุผ่านตัวฉันได้เลยนะ” เซนาเอ่ยขึ้น
แทยอง(ลีกัค) เอาแต่มองหน้าคุณจนคุณอดทักไม่ได้ว่า เขาจะมองอะไรขนาดนั้น <แหมะอยากถูกปาร์คมองบ้าง …อิอิ>และไม่เคยคิดไถ่ถามถึงครอบครัวหรือชีวิตของคุณเลย
“หากข้าจะมองดอกไม้ที่สวยงาม ผ่านองที่ความงามของมัน คงไม่คิดอยากรู้ที่มาของมันหรอก”
เซนามองเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าการถูกมองจนทะลุผ่านนั้นเป็นอย่างไร”
แทยอง(ลีกัค) ไปหาเครื่องดื่มกลับมา พบเซนากำลังนั่งเล่นอย่างผ่อนคลายสบายอารมณ์ เขาไม่อยากรบกวนคุณจึงปล่อยให้คุณอยู่ตรงนั้น และวางน้ำไว้พร้อมกับของขวัญ (เป็นสร้อยข้อมือ)
แม่กับปาร์คฮาไปเคารพศพพ่อของคุณ แม่เสียใจและเสียดายที่ปาร์คฮากลับมาไม่ทันดูใจเขา แม่มอบรูปถ่ายเก่าๆ ที่มีรูปพ่อและปาร์คฮาเมื่อตอนอายุขวบนึง แต่ภาพตรงส่วนที่เป็นหน้าของแม่จริงๆ กลับขาดหายไป แม่คิดว่าพ่อคงเจ็บใจมากจนฉีกรูปในส่วนนั้นไป แม่นึกได้ว่ามีร้านเต้าหู้อยู่ร้านหนึ่งที่พ่ออยากไปมาก จึงชวนปาร์คฮาไปที่นั้น
แทมูรู้ข่าวว่าประธานจางจะกลับไปฮ่องกงแล้ว จึงรีบไปดักเจอที่ร้านเต้าหู้ที่คุณกำลังจะไป
พโยแทคซูและสี่ชายหนุ่มมาทานอาหารร่วมกัน ผู้จัดการบังซูบองมาพบและบอกว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูเครียดๆ จึงชวนเล่นเกมส์ พูดคุยแบบสบายๆ 3 นาที (เหมือนเป็นพูดจาแซวกันเล่น นะคะแต่คำพูดจะแรงหน่อย ซึ่งคนถูกแซวก็มีหน้าเจื่อนกันไปบ้างนะคะ)
ตอนที่แทมูกันเซนาเดินทางไปที่ร้านเต้าหู้ ปาร์คฮาและแม่ได้เดินทางไปถึงก่อนแล้วและพบกับประธานจาง แม่ไม่อยากพูดคุยกับคุณอีกจึงรีบออกมา คุณผ่านถนนโดยไม่ทันระวัง แทมูขับรถมาถึงไม่ทันเห็นคุณจึงชนเข้าอย่างจัง ปาร์คฮารีบวิ่งไปดูในขณะที่เซนาพึ่งจะมาถึง คุณมองเห็นภาพแม่ซึ่งถูกรถของแทมูชนสลบอยู่ที่พื้น ความทะเยอทะยานภายในใจบอกให้คุณหันหลังกลับ ‘แม่ของคุณไม่ใช่แม่ค้าขายปลา..และคุณจำเป็นที่จะต้องแต่งงานกับแทมูให้ได้ ’ ภาพที่เซนาหันหลังกลับไปเหมือนกับครั้งที่คุณหันหลังให้ปาร์คฮาในตอนเด็ก แม้ปาร์คฮาจะพยายามร้องเรียก
“พี่..”
ในวินาทีนั้นเองที่ทำให้ปาร์คฮาจดจำ ช่วงเวลาในอดีตได้อีกที….
หลังจากจัดการเรื่องการรักษาของแม่เป็นที่เรียบร้อย คุณนัดพบกับเซนาที่บริษัท คุณต่อว่าที่เซนาเดินหนี ทั้งในอดีตและในวันนี้ ทั้งยังบอกอีกว่าที่เซนาเคยบอกว่าไม่ต้องการติดต่อกับคุณไหมให้ใครรู้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกันนั้น ในวันนี้ปาร์คฮาเต็มใจที่จะให้เป็นแบบนั้นและคุณจะถือว่าเซนาไม่ใช่คนในครอบครัวของคุณ เซนาตบหน้าคุณ ปาร์คฮาเอามือเขามาขวางจนสร้อยข้อมือหล่นลง ปาร์คฮาจำได้ว่าเคยเห็นสร้อยนั่นที่ไหน คุณทิ้งเซนาไว้ที่ตรงนั้นด้วยความโมโห
แทยอง(ลีกัค) พบกับปาร์คฮาที่เดินออกจากห้องมา เขาทักคุณด้วยอารมณ์ดี
“เจ้ามารับเรากลับบ้านเหรอ” ปาร์คฮาไม่ได้ตอบอะไร คุณเดินจากไปเงียบๆ ด้วยความขุ่นเคือง ทั้งน้ำตา…

Now is Good : ความรักชนะทุกสิ่ง

ดูหนังใหม่ออนไลน์ ภาพยนตร์เรื่อง Now Is Good เป็นเรื่องราวของ เทสซ่า (ดาโกตา แฟนนิง) เด็กสาววัย 17 ที่ป่วยเป็นลูคีเมียระยะสุดท้าย ซึ่งคุณรู้สึกตัวแล้วว่า คุณมีเวลาเหลืออยู่เพียงไม่นานนัก ดังนั้นคุณจึงอยากใช้ชีวิตในขณะที่เหลืออย่างคุ้มค่ามากที่สุด ด้วยการจัดทำรายการที่อยากทำก่อนจะลาโลกนี้ไป โดยมีเพื่อให้น ๆ คอยส่งเสริม และเอาใจช่วย และในหนึ่งความปรารถนาที่คุณอยากทำให้สำเร็จในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คือ อยากมีคนรัก และมอบความบริสุทธิ์ให้!! แต่สิ่งหนึ่งที่เกินความคาดหมาย คือ คุณได้ตกหลุมรัก อดัมส์ ชายชายหนุ่มที่เพิ่งจะย้ายเผ่านาอยู่ข้างบ้านของคุณจนได้ จนทำให้คุณนั้นได้รู้จักของคำว่า ความรัก และ การมีชีวิต

Now is Good ผลงานการกำกับของผู้กำกับ โอล พาร์คเกอร์ ผู้กำกับชาวอังกฤษ เจ้าของมือเขียนบทของหนังอินดี้แอบฮิตเมื่อกลางปีอย่าง The Best Exotic Marigold Hotel รวมไปถึงเป็นผู้กำกับของหนัง โรแมนติค คอมเมดี้ อย่าง Imagine Me & You อีกด้วย ซึ่งใน Now is Good ก็เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายในชื่อ Before I Die ของ เจนนี่ ดาวน์แฮม ซึ่งโดยส่วนตัวผมต้องขอบอกก่อนเลยว่า ผมเป็นคนที่ค่อนข้างชอบตัวหนังแนวนี่ ตัวละครเอก ป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง ที่ทำให้เขาต้องเสียชีวิตภายในเวลาอีกไม่กี่เดือน และได้สร้างรายการที่เขาอยากทำก่อนตายไว้ ในแนวประมาณ The Bucket List และ 50/50 เพราะมันเป็นหนังแนวที่สามารถขยายความคำว่า ชีวิต ออกมาได้อย่างสวยงาม และ ให้กำลังใจ คนที่กำลังท้อแท้ได้อย่างเต็มเปี่ยม และ Now is Good ก็เป็นเช่นนั้นนะ

ด้วยการที่ดูเหมือนตัวหนังเหมือนจะพยายามเดินตามเรื่องแนว The Bucket List แทบจะตลอด ก็แค่ว่าตัวหนังยังมีใส่เรื่องราวของ ความรัก ความโรแมนติค และ ข้อความสำคัญที่ว่า ความรักเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เผ่านาได้อย่างพอดิบพอดี ไม่เลี่ยนจนเกินเหตุในด้านของโทนหนัง และตัวหนัง Now is Good พยายามที่จะตั้งคำถามกับคนดูอยู่เสมอ ว่า ถ้าหากเราเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน เราจะใช้มันทำอะไร , ทำตามใจคนอื่นอย่างที่พวกเขาต้องการจะให้เราเป็น หรือจะทำตามในแบบของเรา และทำให้ชีวิตของเราคุ้มค่า ผ่านตัวละครหลักอย่าง เทสซ่า หญิงสาวครอบครัวแตกแยก ชีวิตพังทะลาย แถมยังต้องมานั่งกลุ้มกับเวลาที่เหลืออยู่
แต่แล้วเมื่อกระทั่งคุณพบความรัก กับชายชายหนุ่มอย่าง อดัม คุณจึงเริ่มความรู้สึกว่าชีวิตของตนเองมีความหมาย เพื่อให้ที่จะใช้ชีวิตอยู่อีกรอบ ซึ่งฟังไปฟังมา อาจจะความรู้สึกว่าตัวหนังแลดูน้ำเน่า เหมือนนิยายรักเกาหลียังไงชอบกล แต่จากประสบการณ์ของคนรอบกาย และ เคยเกิดขึ้นกับตัวเองบ่อยครั้ง สิ่งที่ Now is Good เอ๋ยถึงเรื่องของ ความรัก ว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้จริงๆ จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ เว่อร์ หรือ น้ำเน่า เกินเหตุเลยสำหรับตัวผม เช่นเดียวกับตอนที่ตัวหนัง The Art of Getting By เคยใช้มุกนี้มาเป็นธีมเรื่องแล้วนั่นเอง ซึ่งเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกชอบ Now is Good ค่อนข้างมาก ก็คงจะมีแต่เรื่องการที่หนังหยิบเอาเรื่องราวของ ชีวิต และ ความรัก มาผูกเข้าด้วยกันอย่างที่ส่วนตัวผมชอบมากกว่าแหละครับ เพราะถ้าหากใครที่ไม่ได้รู้สึกชอบพล๊อตหนังแนวนี้แบบเช่นผม

ก็จะพบได้เลยว่า ที่จริงแล้ว Now is Good ยังเป็นหนังที่มีส่วนประกอบที่ค่อนข้างดี และ ปูเรื่อง + ตัวละคร ออกมาได้เข้าท่า แต่ท้ายสุดกลับนำมาผสมกันได้ไม่เข้าที่ซะงั้น โดยส่วนนึงที่ผมคิดว่าเป็นส่วนที่น่าผิดหวังที่สุดใน Now is Good คงหนีไม่พ้นด้านของ ดารา ที่โดยส่วนตัวแล้ว ความคิดว่ามี น้องหนู ดาโกต้า แฟนนิ่ง จะยังไม่สามารถรับบทดราม่าหนักๆได้ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะบทของ วัยรุ่นใจแตก อย่าง เทสซ่า ที่ยิ่งบวกกับทรงผมสั้น ที่ไม่กับหน้าของคุณ ยิ่งทำให้แฟนคลับน้องหนูคงผิดหวังกันไปตามๆกัน เช่นเดียวกับด้านตัวเรื่อง ที่กว่าตัวหนังจะนำเสนอไปถึงจุดพีค เพื่อให้ไปสู่หัวข้อ ก็ปากันเข้าไปเกือบครึ่งเรื่องเสียแล้ว

จนทำให้ท้ายสุด Now is Good จึงอาจจะเป็นหนังที่มีวัตถุดิบทั้งเรื่องของ ชีวิต และ ความรัก ออกมาได้ดีในระดับนึงเลยทีเดียว แต่เนื่องด้วยการนำเสนอ และ การเกลี่ยบทของ ผู้กำกับ ยังทำออกมาได้ไม่ดีนัก ตัวหนังมันจึงยังไม่สามารถพาให้ไปถึงจุดที่ทำให้เรารู้รักชีวิตของเรา อย่างที่ The Bucket List ทำเอาไว้นะ